
ถนนเยาวราช

เป็นย่านการค้าของไทยเชื้อสายจีน ตลอดเส้นทางมีร้านค้าขายทองคำ ร้านจำหน่ายสินค้าจากเมืองจีน ร้านอาหาร และตลาดเก่า ซึ่งเป็นที่จำหน่ายอาหารสด-แห้ง จากเมืองจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักดีของคนกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนจะมีอาหารนานาชนิดให้เลือกรับประทานทั้งคาว หวาน อาทิเช่น ก๋วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ อาหารทะเลเผา ผัดไทย บัวลอยน้ำขิง เกาลัด เป็นต้น
ตลาดนัดจตุจักร

ถ้ากล่าวถึง “ตลาดนัดจตุจักร” ในยุคนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นแหล่งรวมสินค้านานาชนิดและร้านค้ามากมาย สินค้าจากทั่วทุกมุมของประเทศและยังเป็นตลาดขายส่งผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและฝีมือชาวบ้าน ความหลากหลายในบรรยากาศอันคึกคักของตลาดนัดจตุจักร สร้างสีสันในวันหยุดสุดสัปดาห์ให้กับคนกรุงเทพฯ มาช้านาน จนนับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญกลางเมืองหลวงแห่งนี้ จนเป็นตำนานแห่งตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ

สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ ปัจจุบันนอกจากจะเป็นสาธารณูปโภคที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของกรุงเทพแล้ว ยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คน ในเวลาตั้งแต่ 18.00 น.- 23.00 น. บริเวณเชิงสะพานฝั่งพระนครจะมีตลาดนัดใหญ่มีสินค้ามากมาย โดยเฉพาะเสื้อผ้า เครื่องประดับ เป็นที่นิยมของบรรดาวัยรุ่น นอกจากนี้ยังเป็นที่ขายงานศิลปะของบรรดานักศึกษาเพาะช่างอีกด้วย ตลาดนัดสะพานพุทธฯ เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์
บางลำพู /ถนนข้าวสาร

บางลำพู ย่านการค้าเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ที่ยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เข้ามาจับจ่ายซื้อหาสินค้าคุณภาพในราคาต่อรองได้ และยังมีอาหารคาว หวานรสเลิศ อีกนานาชนิดให้ได้เดินซื้อหาติดมือกลับบ้าน ถนนข้าวสาร เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศ มีที่พักราคาถูก แหล่งจำหน่ายเครื่องประดับเงิน เสื้อผ้า และยังร้านอาหารนานาชาติไว้บริการตลอดสองฟากฝั่งถนน
สยามสแควร์

ร้านขายเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายเฉพาะในสยามสแควร์ มาบุญ ครอง สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ มีทั้งหมดมากมายหลาย ร้อยร้าน ส่วนใหญ่เป็นแฟชั่นที่ล้ำยุคทันสมัยตามเทรนด์ของตลาดแฟชั่นโลก แฟชั่นกับสยามสแควร์จึงอยู่คู่กันมาแสนนาน ในระดับราคาที่แตกต่างกันใครต้องการแบกแบรนด์เนมของแท้ ต้องขึ้นไปบนห้างสยาม เซ็นเตอร์ หรือสยามดิสคัฟเวอรี่ หากต้องการได้ของราคารองลงมาก็หาซื้อได้ที่มาบุญครอง แต่ถ้าเป็นสินค้าราคาเดียวหรือใกล้เคียงกับสวนจตุจักร ก็ต้องเป็นร้านค้าย่อยในสยาม
ถนนเยาวราช


หลังจากการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 แล้ว กรุงเทพฯ ได้เริ่มทำการค้ากับประเทศทางตะวันตกมากขึ้นมีการส่งสินค้าออก เช่น ข้าว เครื่องเทศ น้ำตาลและมีการนำเข้าเหล็ก ผ้าแพรจากจีน เครื่องหอม ฯลฯ แหล่งการค้าของกรุงเทพฯ นั้นอยู่ในย่านคนจีน โดยมีอาณาเขตตั้งแต่ริมคลองโอ่งอ่างจนถึงคลองผดุงกรุงเกษมจากกิจการค้าที่รุ่งเรืองและรายได้เพิ่มขึ้น จึงทำให้มีการตัดถนนเพิ่มขึ้นหลายสายพร้อมกับความเจริญที่ตามมา ยามค่ำคืนเยาวราชจะแปรสภาพจากถนนเศรษฐกิจเป็นถนนอาหารที่มีความยาวที่สุดแห่งหนึ่ง สองฟากถนนเต็มไปด้วยอาหารชนิดวางขายเรียงรายเป็นแนวยาวมีทั้งหูฉลาม ซุปรังนก ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ บะหมี่ ก๋วยจั๊บ แพะตุ๋นยาจีน เกาเหลาเครื่องในหมู ข้าวขาหมู อาหารทะเล เกาลัดคั่ว ของหวานและผลไม้หลากชนิด เลือกนั่งได้ทั้งแบบภัตตาคาร ร้านริมถนนหรือจะซ้อจากรถเข็นและแผงลอยนานาชนิดก็ได้ ท่ามกลางบรรยากาศแสงสีไฟจากป้ายชื่อร้านที่ต่างก็มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบกัน
ถนนข้าวสาร


ชื่่อของถนนข้าวสารมีที่มา โดยเดิมบริเวณนี้เคยใช้เป็นสถานที่ขายข้าวสาร (ข้าวที่ยังไม่ได้หุุงให้สุุก) และในปัจจุบันที่นี่ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวราคาประหยัด เพราะค่าที่พักและย่านสถานบันเทิงยามราตรีนั้นไม่สูงจนเกินไป ย่านบันเทิงยามค่ำคืนบนถนนข้าวสารนั้น มีสีสันและชีวิตชีวาค่อนข้างมาก อีกทั้งร้านอาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเล็กๆ ริมถนน หรือร้านใหญ่โต ซึ่งล้วนแล้วแต่ราคาไม่แพงเกินไปทั้งสิ้น นอกจากนี้บรรยากาศโดยรวมทั่วไปของที่นี่ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และพวกหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่มีการแสดงดนตรีนานาชาิติบนถนนข้าวสารมีบริการมากมายไว้รอต้อนรับคุณๆ อยู่ ตั้งแต่บริการถักผมเปียพร้อมตกแต่งด้วยลูกปัด จนกระทั่งถึงอาหารจานเด่นอย่างผัดไทย เป็นต้น
ถนนราชดำเนิน
สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ

สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ ปัจจุบันนอกจากจะเป็นสาธารณูปโภคที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของกรุงเทพแล้ว ยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คน ในเวลาตั้งแต่ 18.00 น.- 23.00 น. บริเวณเชิงสะพานฝั่งพระนครจะมีตลาดนัดใหญ่มีสินค้ามากมาย โดยเฉพาะเสื้อผ้า เครื่องประดับ เป็นที่นิยมของบรรดาวัยรุ่น นอกจากนี้ยังเป็นที่ขายงานศิลปะของบรรดานักศึกษาเพาะช่างอีกด้วย ตลาดนัดสะพานพุทธฯ เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์
ปากคลองตลาด
เสาชิงช้า

แต่เดิมนั้นพระราชพิธีตรียัมพวายตรีปวาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือนมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีจะทำกันในเดือนอ้าย (ธ.ค.) ครั้นเมื่อถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้เปลี่ยนมาทำในเดือนยี่ (ม.ค.)พิธีนี้ถือเป็นพิธีขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ ซึ่งในหนึ่งปีพระอิศวรจะเสด็จมาเยี่ยมโลก 10 วัน พราหมณ์จะประชุมที่เทวสถานพระอิศวรแล้วผูกพรตชำระกายสระเกล้าเตรียมรับเสด็จพระอิศวรพิธีโล้ชิงช้า มีที่มาจากคัมภีร์เฉลิมไตรภพซึ่งกล่าวว่าพระอุมาเทวีทรงมีความปริวิตกว่าโลกจะถึงกาลวิบัติ พระนางจึงทรงพนันกับพระอิศวร โดยให้พญานาคขึงตนระหว่างต้นพุทราที่แม่น้ำแล้วให้พญานาคแกว่งไกวตัว โดยพระอิศวรทรงยืนขาเดียวในลักษณะไขว่ห้าง เมื่อพญานาคไกวตัวเท้าพระอิศวรนั้นไม่ตกลง แสดงว่าโลกที่ทรงสร้างนั้นมั่นคงแข็งแรงพระอิศวรจึงทรงชนะพนันดังนั้นพิธีโล้ชิงช้าจึงเปรียบเสาชิงช้าเป็น “ต้นพุทรา” ช่วงระหว่างเสาคือ “แม่น้ำ” นาลีวันผู้โล้ชิงช้าคือ “พญานาค” โดยมีพระยายืนชิงช้านั่งไขว่ห้างอยู่บนไม้เบญจมาศเสาชิงช้า รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้านหน้าเทวสถานตรงบริเวณที่เป็นใจกลางพระนคร เมื่อมีการสร้างโรงแก๊สขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงย้ายมาตั้งตรงบริเวณปัจจุบันส่วนพิธีโล้ชิงช้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีได้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 7 ปัจจุบันการประกอบพระราชพิธีนี้จะกระทำเป็นการภายในเทวสถานเท่านั้น
รายละเอียดเพิ่มเติม
รถประจำทาง: 10 12 19 35 42 56 96 รถปรับอากาศ: 42
ทำเนียบรัฐบาล

เดิมชื่อ “บ้านนรสิงห์” รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานแก่พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ หลังจากที่รัฐบาลได้ซื้อและทำการโอนกรรมสิทธิ์แล้ว จึงได้ใช้เป็นทำเนียบรัฐบาลและสถานที่รับรองแขกเมืองตึกไทยคู่ฟ้า เดิมชื่อตึกไกรสรเป็นอาคารสูง ๒ ชั้นสถาปัตยกรรมเป็นแบบกอทิกตอนปลาย ( Neo Venetain Gothic ) ที่มีศิลปะของไบแซนไทน์ผสม ผนังนกเจาะช่องโค้งปลายแหลมทรงสูงประดับลวดลายปูนปั้น บางส่วนเขียนสีแบบปูนแห้ง ( Fresco Secco ) มีบันไดขึ้นด้านหน้าสู่ห้องโถงกลาง ชั้นล่างทางด้านซ้ายมือเป็นห้องรับรองสีม่วงและโดมสีม่วงตึกนารีสโมสร เดิมชื่อตึกพระขรรค์ ปัจจุบันเป็นที่ทำการส่วนราชการของทำเนียบรัฐบาลตึกสันติไมตรี เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมล้อมสนามน้ำพุตรงกลางอาคารเปิดโล่ง ตึกด้านหน้าสร้างในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ใช้เป็นที่จัดเลี้ยงและรับรองแขกจำนวนมากรวมทั้งประชุมสัมมนาของหน่วยราชการ ส่วนอาคารด้านหลัง สร้างสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรีใช้ในกิจการเช่นเดียวกับตึกหน้า
รัฐสภา

การประชุมรัฐสภาในอดีตนั้น แต่เมจะประชุมที่ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม ต่อมาเมื่อคณะรัฐบาลและคณะผู้ทำงานเพิ่มมากขึ้น คณะรัฐบาลจึงได้ดำเนินการกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชขอพระราชทานที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยรถถังของกรมตำรวจจัดสร้างอาคารรัฐสภาในปัจจุบัน
อาคารรัฐสภา เป็นสถานที่จัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรวุฒิสภา ที่ทำงานของประธานรัฐสภา รวมทั้งเป็นที่แถลงข่าวอย่างเป็นทางการของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีสโมสรพิพิธภัณฑ์รัฐสภาและหอสมุดรัฐสภาที่ทันสมัยเปิดให้บริการด้วย
พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗ ประดิษฐานด้านหน้าตึกรัฐสภา ที่ฐานจารึกพระปรมาภิไธยและพระราชหัตถเลขาที่ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายในจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ ๗ เช่น ไลทเตอร์ที่ทรงสะสม หนังสือ ฉลองพระองค์ฉลองพระเนตร ฯลฯ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงพระราชทานสิ่งของที่นำมาจัดแสดงดังกล่าว
ถนนข้าวสาร



ชื่่อของถนนข้าวสารมีที่มา โดยเดิมบริเวณนี้เคยใช้เป็นสถานที่ขายข้าวสาร (ข้าวที่ยังไม่ได้หุุงให้สุุก) และในปัจจุบันที่นี่ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวราคาประหยัด เพราะค่าที่พักและย่านสถานบันเทิงยามราตรีนั้นไม่สูงจนเกินไป
ย่านบันเทิงยามค่ำคืนบนถนนข้าวสารนั้น มีสีสันและชีวิตชีวาค่อนข้างมาก อีกทั้งร้านอาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเล็กๆ ริมถนน หรือร้านใหญ่โต ซึ่งล้วนแล้วแต่ราคาไม่แพงเกินไปทั้งสิ้น นอกจากนี้บรรยากาศโดยรวมทั่วไปของที่นี่ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และพวกหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่มีการแสดงดนตรีนานาชาิติ
บนถนนข้าวสารมีบริการมากมายไว้รอต้อนรับคุณๆ อยู่ ตั้งแต่บริการถักผมเปียพร้อมตกแต่งด้วยลูกปัด จนกระทั่งถึงอาหารจานเด่นอย่างผัดไทย เป็นต้น
ถนนพระอาทิตย์

ชุมชนสำคัญที่เติบโตพร้อมกับการสร้างพระนคร เป็นศูนย์กลางการปกครองและศิลปวัฒนธรรม ตัวถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา มีวังเจ้านาย บ้านเรือนข้าราชบริพารและราษฎรเรียงรายที่สองฝั่งถนน
ความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนถนนพระอาทิตย์ผูกพันอย่างต่อเนื่องกับประวัติศาสตร์องกรุงเทพฯ มาจนถึงปัจจุบัน การสร้างตำหนักแบบเป็นตึกเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยรับอิทธิพลสถาปัตยกรรมจากจีนและยุโรป ตำหนักบางแห่งถูกเปลี่ยนเป็นสำนักงานและอาคารที่ทันสมัย ซึ่งรวมถึงวิถีชีวิตชุมชนที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน
ป้อมพระสุเมรุ: สร้างสมัยรัชกาลที่ 1 ตามกำแพงพระนครชั้นนอก รายล้อมแนวคลองรอบกรุงไปจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยแรกสร้างมี 14 ป้อมคือ จักรเพชร ผีเสื้อ พระจันทร์พระอาทิตย์ พระสุเมรุ มหากาฬ มหาชัย มหาปราบ มหายักษ์มหาฤกษ์ยุคนธร อิสินธร เสือทยาน และหมู่ทะลวง ภายหลังป้อมต่างๆทรุดโทรมลง จึงรื้อทิ้งเกือบหมด คงเหลือเพียงป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬ
คลองบางกอกน้อย

คลองบางกอกน้อยเป็นเส้นทางล่องเรือยอดนิยมของชาวต่างประเทศ สามารถชมวิถีชีวิตริมคลอง และแวะชมแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย สามารถติดต่อเช่าเรือได้ที่ท่าช้าง บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา โทร. 0 2623 6001 บริษัทเรือมิตรเจ้าพระยา โทร. 0 2225 6179
นอกจากนี้ยังมีบริการเรือโดยสารจากท่าช้าง ไปตามเส้นทางบางกอกน้อย - บางใหญ่ ตั้งแต่เวลา 06.30 - 21.00 น. ค่าโดยสาร 30 บาท
ล่องเรือชมคลองภาษีเจริญ

รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองระยะทาง 620 เส้นโดยหักเงินพระราชทานภาษีฝิ่นให้เป็นค่าจ้าง แล้วทรงพระราชทานนามว่า “คลองภาษีเจริญ” การขุดคลองได้สำเร็จลงในสมัยรัชกาลที่ 5 จากนั้นทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดคลองในปี 2415เนื่องจากคลองภาษีเจริญเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของการสัญจรทางน้ำชีวิตริมสองฝั่งคลองจึงเติบโตพร้อมกับความเจริญของเมือง ขณะที่การท่องเที่ยวตามคลองเล็กๆ โดยเริ่มจากท่าเรือบ่อหลาที่คลองพระยาราชมนตรี แวะชมศิลปะสถานเอมเจริญที่คลองบางขี้แก้ง ผ่านเข้าคลองวัดตากลั่นและคลองบางไผ่จนถึงคลองทวีวัฒนาซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นนั้นพื้นที่ริมฝั่งคลองส่วนใหญ่ยังเป็นชนบท มีนาข้าว สวนกล้วยไม้ สวนผัก สวนผลไม้ สวนไม้ดอกไม้ประดับ โดยคนส่วนมากยังคงมีวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร

เส้นทางล่องเจ้าพระยา จะนำพาเราไปสัมผัสภาพอดีตที่ยังมีชีวิตของชุมชนชาวบางกอกริมแม่น้ำเจ้าพระยาสายหลัก ผ่านพระบรมมหาราชวัง อันประกอบด้วยปราสาทราชมณเฑียรยอดสูลปิดทองประดับกระจกส่งประกายระยิบระยับยามต้องแสง และยอดพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามอีกฝั่งแม่น้ำ ปรากฎเป็นภาพประดับประดาเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ ในมุมมองที่งดงามที่สุด ควรค่าสมดั่งเป็นมรดกแผ่นดิน สถานที่สำคัญระหว่างการล่องเจ้าพระยาระหว่างสะพานกรุงธนถึงสะพานกรุงเทพฯ ประกอบด้วย วัดราชสิงขร วัดยานนาวา สะพานตากสิน ตึกอีสต์เอเชียติค โบสถ์กาลหว่าร์ วัดทองนพคุณ ท่าราชวงศ์ สะพานพุทธฯ ปากคลองตลาด โบสถ์ซางตาครู้ส (กุฎีจีน) วัดกัลยาณมิตร ป้อมวิไชยประสิทธิ์ วัดโพธิ์ วัดอรุณฯ พระบรมมหาราชวัง วัดระฆัง สถานีรถไฟบางกอกน้อย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะพานพระปิ่นเกล้า ป้อมพระสุเมรุ วังบางขุนพรหม วัดราชาธิวาส โบสถ์คอนเซ็ปชัญ เป็นต้น
ล่องเจ้าพระยา เลียบเกาะรัตนโกสินทร์ ด้วยเรือด่วน จากท่าน้ำ จ. นนทบุรี ถึงท่าน้ำวัดราชสิงขรในสมัยอยุธยาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายหลักจากอยุธยาสู่ปากอ่าวไทย ช่วงโค้งน้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบผ่านเขตกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า " เกาะรัตนโกสินทร์ " ซึ่งสถาปนาในรัชกาลที่1 พ.ศ. 2325 โดยมีพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วอันงามสง่าเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง ฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของพระราชวังเดิมสมัยธนบุรี และวัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวต่างประเทศตลอดสายน้ำเจ้าพระยาทางนี้มีท่าเรือหลายแห่งให้แวะขึ้นไปเดินชม มีทั้งตลาดดั้งเดิมคู่กรุงเทพฯ ตลาดดอกไม้ ผักผลไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ รวมทั้งแหล่งอาหารและแหล่งจับจ่ายที่ได้สัมผัสสีสันวิถีชีวิตของคนกรุงเทพ ฯ ได้ตั้งแต่ย่ำรุ่งจนถึงยามค่ำคืน หรือจะชมทิวทัศน์ของสถาปัตยกรรมทางน้ำ ทั้งโบสถ์ฝรั่ง มัสยิด วังเจ้านาย บ้านโบราณของคหบดี บริษัทห้างร้านของชาวตะวันตกที่แทรกสลับด้วยอาคารสำนักงานหรูทันสมัย ที่สะท้อนการผสมผสานสองบุคลิกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทั้งมหานครแห่งความทันสมัยและศูนย์กลางแห่งศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ จุดลงเรือ บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา บริการทุกวันจากท่าวัดราชสิงขรถึงท่านน้ำนนทบุรี ( ในช่วงเวลาเร่งด่วนไปท่าเรือปากเกร็ด ) เที่ยวแรก เวลา 06.00 น. เที่ยวสุดท้าย เวลา 18.40 น. สอบถามรายะเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 2222 5330ตัวอย่างโปรแกรมท่องเที่ยวทางน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โปรแกรม 1 วัน เริ่มตั้งแต่เช้า ตลอดเส้นทางล่องเแม่น้ำเจ้าพระยามีท่าเรือหลายแห่งให้แวะขึ้นไปเดินเที่ยว เช่น ปากคลองตลาด แหล่งขายส่งดอกไม้ และพืชผักผลไม้แห่งใหญ่ เทเวศร์ แหล่งขายต้นไม้และย่านอาหารอร่อย แต่ที่ไม่ควรพลาดคือ การเดินชมย่านไชน่าทาวน์เยาวราช จากท่าน้ำราชวงศ์เดินเลียบไปตามถนนราชวงศ์เข้าสู่ย่านไชน่าทาวน์ริมถนนเยาวราช แวะเข้าไปนั่งดื่มน้ำชา กาแฟที่ร้านกาแฟโบราณ หรือชิมอาหารจีนในภัตตาคารรุ่นแรก ๆ ของเยาวราชบนถนนพาดสาย หากมีเวลาอาจเดินต่อไปทางสำเพ็งและพาหุรัด หรือ ลิตเติ้ลอินเดีย แหล่งขายผ้า อาหาร และเครื่องเทศแบบอินเดีย อีกแหล่งที่ไม่ควรพลาดคือ ท่าพระอาทิตย์ ยามเย็นเดินชมอาคารเก่าริมแม่น้ำตามเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาสุดทางที่สวนสันติชัยปราการ ภายในสวนมีพระที่นั่งสันติชัยปราการริมน้ำไม่ไกลจากพระที่นั่งมีต้นลำพูต้นสุดท้ายของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "บางลำพู" ภายในบริเวณยังเป็นที่ตั้งของป้อมพระสุเมรุ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ป้อมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ที่เหลืออยู่ แม่น้ำเจ้าพระยา มหานทีแห่งแผ่นดินสยาม ก่อเกิดความอุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงชุมชนลุ่มน้ำลำคลองภาคกลาง และเกื้อกูลต่อการสถาปนานครหลวงของไทยถึง 3 สมัย ได้แก่ อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ความยิ่งใหญ่ของสายน้ำสมดั่งนาม "เจ้าพระยา" อันเป็นตำแหน่งทรงเกียรติสูงสุดของขุนนางสมัยอยุธยา เส้นทางล่องเจ้าพระยา จะนำพาเราไปสัมผัสภาพอดีตที่ยังมีชีวิตของชุมชนชาวบางกอกริมแม่น้ำเจ้าพระยาสายหลัก ผ่านพระบรมมหาราชวัง อันประกอบด้วยปราสาทราชมณเฑียรยอดสูลปิดทองประดับกระจกส่งประกายระยิบระยับยามต้องแสง และยอดพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามอีกฝั่งแม่น้ำ ปรากฎเป็นภาพประดับประดาเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ ในมุมมองที่งดงามที่สุด ควรค่าสมดั่งเป็นมรดกแผ่นดิน สถานที่สำคัญระหว่างการล่องเจ้าพระยาระหว่างสะพานกรุงธนถึงสะพานกรุงเทพฯ ประกอบด้วย วัดราชสิงขร วัดยานนาวา สะพานตากสิน ตึกอีสต์เอเชียติค โบสถ์กาลหว่าร์ วัดทองนพคุณ ท่าราชวงศ์ สะพานพุทธฯ ปากคลองตลาด โบสถ์ซางตาครู้ส (กุฎีจีน) วัดกัลยาณมิตร ป้อมวิไชยประสิทธิ์ วัดโพธิ์ วัดอรุณฯ พระบรมมหาราชวัง วัดระฆัง สถานีรถไฟบางกอกน้อย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะพานพระปิ่นเกล้า ป้อมพระสุเมรุ วังบางขุนพรหม วัดราชาธิวาส โบสถ์คอนเซ็ปชัญ เป็นต้น
สวนลุมพีนี

สวนลุมพีนีแต่เดิมเรียกว่า “ทุ่งศาลาแดง” เป็นที่ดินส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานให้เป็นสมบัติของชาติเมื่อปี 2468 สำรับเป็นสถานที่จัดงานแสดงสินค้าและผลิตผลด้านอุตสาหกรรมเรียกว่า “งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์” เพื่อเผยแพร่สินค้าไทยต่อประชาชนทั่วไปและชาวต่างประเทศ และเมื่อสิ้นสุดงานแสดงสินค้าทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดทำเป็นสวนสาธารณะ ทรงพระราชทานนามสวนว่า “ลุมพินี” อันเป็นนามทีได้มาจากสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าเกาะลอย รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ
โปรดเกล้าฯ ให้นำพันธุ์ไม้พื้นเมืองจากภาคต่างๆมาปลูกไว้เพื่อการศึกษาของประชาชน พระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 6 ประดิษฐานที่ด้านหน้าสวนคณะนักเรียนเก่าวชิราวุธจัดสร้างขึ้นโดยได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลสมัยจอมพล ป. และประชาชนที่เข้าร่วมบริจาคหอนาฬิกา เป็นแบบเก๋งจีน สร้างในปี 2468 เมื่อครั้งเตรียมงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ห้องสมุดประชาชนฯ กทม. สวนลุมพินี เป็นห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของไทยมีหนังสือกว่า 70,000 เล่มให้บริการ พร้อมทั้งเปิดบริการตอบคำถามและช่วยค้นคว้าโสตทัศนศึกษา มุมวีดีทัศน์จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านบรรณานิทัศน์ ฯลฯ
สวนสราญรมย์ี

สวนสราญรมย์เดิมเป็นเขตพระราชอุทยานในพระราชวังสราญรมย์ที่รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับในปลายรัชสมัย แต่ทรงสวรรคตก่อนที่จะเสด็จไปประทับพระราชวังสราญรมย์ได้ใช้เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์และเป็นสถานที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นที่จัดงานฤดูหนาวตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองรัชกาลที่ 7 ทรงโปรดเกล้าฯ มอบให้รัฐบาล เพื่อให้คณะราษฏรใช้เป็นที่ทำการและเป็นที่ตั้งสมาคม "สโมสรคณะราษฏร" เมื่อถึงปี 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบให้เทศบาลกรุงเทพฯ จากนั้นได้มีการปรับปรุงบริเวณพระราชอุทยานให้เป็นสวนรุกขชาติและสวนสาธารณะมาจนถึงปัจจุบันพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์: อยู่กลางอุทยานค่อนไปทางทิศใต้ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระอิฐและ เป็นอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์ ตัวอนุสาวรีย์ทำจากหินอ่อน มีจารึกพระราชประวัติและคำอาลัยของรัชกาลที่ 5 เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยจารึกลงบนแผนหินอ่อนเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง: เป็นศาลเก่าแก่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเก๋งจีนทรงหกเหลี่ยมสูง 3 ชั้น
สวนจตุจักรและตลาดนัดจตุจักร

การรถไฟแห่งประเทศไทยทูลเกล้าฯ ถวายที่ดินเพื่อจัดสร้างสวนสาธารณะขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 4 จักรราศีในปี 2519 ทรงพระราชทานชื่อสวนว่า “จตุจักร” ภายในสวนปลูกต้นไม้นานาชนิด โดยแบ่งเป็นสวนต่างๆ เช่น สวนสมุนไพร สวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี ฯลฯตลาดนัดจตุจักร: สำหรับผู้ที่ชอบซื้อของและต่อรองราคา ที่นี่คือ “สวรรค์ของคุณ” โดยทุกวันพุธและพฤหัสจะเป็นตลาดค้าส่งต้นไม้ ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์นั้นจะเปลี่ยนเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งเป็นศูนย์รวมร้านค้ากว่า 8,000 ร้านจากทุกภูมิภาคของประเทศ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 26 โครงการ กลุ่มสินค้ามีตั้งแต่ของแต่งบ้าน ของสะสม ของเก่า เครื่องประดับ งานศิลปะหัตกรรม เฟอร์นิเจอร์ สัตว์เลี้ยง เสื้อผ้า ต้นไม้ หนังสือเก่า อาหารพื้นเมือง สินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกมากมาย ประติมากรรมแห่งอาเชียน: รวม 6 ชิ้นจากประเทศไทย บรูไน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์และอินนีเชียหอเกียรติภูมิรถไฟ: ตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถประตูที่ 2 ของสวน เป็นที่ศึกษาประวัติศาสตร์และจัดแสดงยานยนต์ในอดีต เช่น รถยนต์รางตรวจการณ์ของกองทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รถลอนดอนแท็กซี่ ฯลฯ
สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของสวนจตุจักร จัดสร้างเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา สำหรับผู้ที่สนใจต้นไม้สวนแห่งนี้เปรียบเสมือนศูนย์ศึกษาต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งของประเทศการจัดปลูกต้นไม้ที่แบ่งเป็นวงศ์ต่างๆ เช่น วงศ์ชบาซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิดหรือวงศ์เข็ม วงศ์ลั่นทม ฯลฯ ทำให้ผู้ที่ต้องการศึกษาสามารถค้นคว้าและเรียนรู้ได้หลากหลายขึ้น สวนกล้วย ปลูกสะสมกล้วยมากกว่า 60 ชนิด บางพันธุ์เป็นกล้วยโบราณ เช่น กล้วยนมสาว กล้วยเทพรส ฯลฯ สระน้ำรูปตัว “ ส กับ S” ปลูกพันธุ์ไม้พระราชทานและไม้มงคล เช่น เหลืองปรีดิยาธร ขนุนไพศาลทักษิณ ฯลฯ สวนบัว มีทั้งพันธุ์ไทยและต่างประเทศกว่า 50 ชนิด สวนพฤกษศาสตร์ ขนาดกว้างประมาณ 30 ไร่ ปลูกรวบรวม สะสมและอนุรักษ์พันธุ์ไม้กว่า2,000 ชนิด นอกจากนี้แล้วภายในสวนยังสะสมไม้ไทยที่หายากเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพันธุ์ไม้บางชนิด เช่น ย่านดาโอ๊ะใบสีทองเป็นไม้ป่ามีดอกสีขาวกลิ่นหอมแรงซึ่งในประเทศไทยพบที่จังหวัดนราธิวาสเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
พระราชวังเดิม

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี ทรงสร้างพระราชวังในบริเวณซึ่งปัจจุบันเรียกว่า “ พระราชวังเดิม”หลังจากรัชกาลที่ ๑ ขึ้นครองราชย์ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีไปยังฝั่งพระนคร จากนั้นทรงแต่งตั้งให้พระบรมวงศานุวงศ์ที่ไว้วางพระราชหฤทัยมาประทับ เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองทัพเรือ
อาคารท้องพระโรง:เป็นทรงไทยก่ออิฐถือปูน ประกอบด้วยพระที่นั่งองค์ทิศเหนือและองค์ทิศใต้เชื่อมต่อกัน ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดงาน ประกอบพิธีสำคัญ รับรองบุคคลสำคัญและห้องประชุม พระตำหนักเก๋งคู่: หลังใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนและไทย หลังคาทรงจั่วแบบจีน ลวดลายจีนที่ตกแต่งจั่วและคอสองเขียนสีแบบปูนเปียก ส่วนหลังเล็กเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑-๒ พระตำหนักเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ: เป็นตึกแบบอเมริกันถือเป็น “ตำหนักแบบตะวันตกองค์แรกที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์” สร้างขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯประทับอยู่ที่นี้ศาลสมเด็จพะเจ้ากรุงธนบุรี: เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ลักษณะอาคารเป็นทรงไทยผสมแบบตะวันตก ตัวอาคารยกสูงมีใต้ถุนล่าง
พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน

พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐานเดิมเรียก “ทุ่งส้มป่อย” เป็นสถานที่ทรงงานพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชทานนามพระตำหนักว่า “สวนจิตรลดารโหฐาน” ต่อมารัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯ ให้รวมสวนจิตรลดาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิตปัจจุบันเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นโครงการในพระราชดำริที่โปรดเกล้าฯ ให้ทำเป็นตัวอย่างเพื่อพสกนิกรโดยไม่หวังผลกำไร ทรงโปรดเกล้าฯ ใช้พื้นที่ในเขตพระราชฐานทำการทดลอง เช่น ปลูกข้าว โรงสีข้าว เลี้ยงโคนม ฯลฯโรงเรียนจิตรลดา ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐาน แรกเริ่มเป็นสถานศึกษาสำหรับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ จากนั้นจึงเปิดรับบุตรหลานของข้าราชบริพารที่รับราชการในพระตำหนักฯ ปัจจุบันเปิดรับสมัครบุคคลภายนอกด้วย โดยเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ศาลาดุสิตาลัย ใช้เป็นศาลาอเนกประสงค์และสถานที่สำหรับเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศูนย์ศิลปาชีพ เปิดสอนศิลปาชีพแขนงต่างๆ สืบทอดและพัฒนาศิลปะหัตถกรรม รวมทั้งเป็นศูนย์รวบรวมผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากราษฏรทั่วประเทศ เช่น ถมเงิน ถมทอง เครื่องเงิน เครื่องทอง จักสานย่านลิเภา ทอผ้าไหม ฯลฯ
พระที่นั่งอนันตสมาคม

พระที่นั่งอนันตสมาคมสร้างตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๕ แล้วเสร็จเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นที่รับรองแขกเมืองและประชุมปรึกษาราชการแผ่นดิน เป็นสถาปัตยกรรมศิลปะสมัยฟื้นฟู ( Renaissance ) ออกแบบโดยนายเอ็ม. ตมานโย ( M. Tamango ) สถาปนิกชาวอิตาลีบนเพดานโดมเขียนภาพพระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ ๑-๖ แห่งราชวงศ์จักรี บริเวณห้องโถงใต้้โดมกลางเป็นที่สำหรับใช้ประกอบพระราชพิธีต่างๆ มีพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงห์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรตั้งอยู่พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองการปกครองมาโดยตลอด นับตั้งแต่วันที่รัชกาลที่ ๗ ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทยและมีการเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกของรัฐสภาที่นี่
โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นโครงการในพระราชดำริที่โปรดเกล้าฯ ให้ทำเป็นตัวอย่างเพื่อพสกนิกรโดยไม่หวังผลกำไร ทรงโปรดเกล้าฯ ใช้พื้นที่ในเขตพระราชฐานทำการทดลอง เช่น ปลูกข้าว โรงสีข้าว เลี้ยงโคนม ฯลฯโรงเรียนจิตรลดา ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐาน แรกเริ่มเป็นสถานศึกษาสำหรับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ จากนั้นจึงเปิดรับบุตรหลานของข้าราชบริพารที่รับราชการในพระตำหนักฯ ปัจจุบันเปิดรับสมัครบุคคลภายนอกด้วย โดยเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ศาลาดุสิตาลัย ใช้เป็นศาลาอเนกประสงค์และสถานที่สำหรับเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศูนย์ศิลปาชีพ เปิดสอนศิลปาชีพแขนงต่างๆ สืบทอดและพัฒนาศิลปะหัตถกรรม รวมทั้งเป็นศูนย์รวบรวมผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากราษฏรทั่วประเทศ เช่น ถมเงิน ถมทอง เครื่องเงิน เครื่องทอง จักสานย่านลิเภา ทอผ้าไหม ฯลฯ
วัดพระแก้ว

เป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ภายในมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือส่วนแรกเป็นวัดพระแก้วมรกต ระเบียงที่ลดหลั่นกันลงไป และส่วนของหมู่ตึกทางทิศเหนือ จุดที่เรากำลังอยู่นี้เป็นระเบียงด้านหน้าของประสาทพระเทพบิดรวัดพระศรีรัตนศาสดารามตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอกทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวังภายในไม่มีพระภิกษุสงฆ์ยู่จำพรรษาร ัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวังและกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นการสร้างวัดในพระราชวังตามอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์องกรุงศรีอยุธยาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต): เป็นพระประทับนั่งอย่างสมาธิราบในสกุลช่างล้านนา ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทร์นครวัดจำลอง: รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้พระสามภพพ่ายสร้างขึ้น โดยจำลองแบบจากปราสาทหินนครวัดของกัมพูชา เมื่อถึงในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ด้วยปูน เพื่อฉลองพระนครครบรอบ 100 ปีปราสาทพระเทพบิดร: เดิมเรียก “พุทธปรางค์ปราสาทเป็นปราสาทยอดปรางจัตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 1-8 เปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมรูปในวันจักรี ( 6 เม.ย. ) ของทุกปีพระมณฑป: ตั้งอยู่ทางด้านหลังปราสาทพระเทพบิดรสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ภายในมีตู้เก็บพระไตรปิฏกทรงมณฑปประดับมุกฝีมือประณีตงดงามพระระเบียง: เปรียบเสมือนกำแพงวัด ผนังด้านในเขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติตั้งแต่ต้นจนจบ โดยที่เสาระเบียงจะมีโคลงอธิบายภาพจารึกบนแผ่นศิลาติดอยู่พระศรีรัตนเจดีย์: สร้างขึ้นตามแบบเจดีย์ดพระศรีสรรเพชญ์สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของพระมณฑป ภายในมีเจดีย์องค์เล็กประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระอัษฏามหาเจดีย์: บริเวณด้านหน้าพระอาราม สร้างสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อถวายแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่ภายนอกระเบียง 6 องค์ภายในระเบียง 2 องค์มีชื่อประจำทุกองค์ยักษ์ทวารบาล: ตั้งเรียงรายที่ช่องประตูพระระเบียงมีคู่เป็นยักษ์ตัวเอกจากเรื่องรามเกียรติ์ แต่ละตนต่างมีชื่อประจำตัว สร้างด้วยปูนปั้นทาสีและประดับกระเบื้องเคลือบหอพระคันธารราษฏร์: ที่มุมระเบียงด้านตะวันออกเป็นประดิษฐานพระพุทธคันธารราษฏร์ ซึ่งเป็นพระประธานในพิธีพิรุณศาสตร์ละพระราชพิธีพืชมงคล ภายในหอมีภาพเขียนเกี่ยวกับฝนในแต่ละฤดูและฝนโบกขรณีฝีมือขรัวอินโข่งหอพระราชกรมานุสร: เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ34 องค์ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างเป็นพระราชอุทิศถวายแด่พระมหากษัตริย์ในกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรีหอพระราชพงศานุสร: สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ฝาผนังมีภาพจิตรกรรมพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฝีมือขรัวอินโข่งนอกจากนี้บริเวณวัดยังมีเครื่องประดับพระอาราม เช่น กระถางเขามอ กระถางต้นไม้น้ำ แท่นหิน ไม้ดัดไทย อับเฉา วางประดับเรียงรายอยู่โดยรอบ หอพระนาก: อยู่ด้านหลังวิหารยอด เป็นอาคารทรงไทยหลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระบรมวงศ์ นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีเครื่องประดับพระอาราม เช่น กระถางเขามอ กระถางต้นไม้น้ำ แท่นหิน ไม้ดัดไทย อับเฉา วางประดับเรียงรายอยู่โดยรอบ
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

ในบรรดาพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหารนั้นได้ถือวัดแห่งนี้เป็นอันดับเนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวัง ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นเพียงวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาชื่อ“วัดโพธาราม” แต่คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า “วัดโพธิ์” มาจนทุกวันนี้เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 3 ยังไม่มีการพิมพ์หนังสือการศึกษาที่มีเรียนอยู่ตามวัดนั้นคนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เรียนด้วยทรงมีพระราชประสงค์จะให้มีแหล่งเล่าเรียนความรู้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมและเลือกสรรตำรับตำรามาจารึกท ี่แผ่นศิลาไว้โดยรอบวัดเพื่อเผยแพร่แก่ประชาชน วัดพระเชตุพนฯ จึงได้ชื่อว่าเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย”พระพุทธไสยาสน์(พระนอนวัดโพธิ์) เป็นฝีมือช่างสิบหมู่ของหลวง ก่ออิฐถือปูนที่รอยฝ่าพระบาทจำหลักภาพมงคล 108 ประการประดับมุก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ลงรักปิดทองใหม่ทั้งองค์ พระเจดีย์ อาจเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรแห่งเจดีย์ มี 99 องค์ เจดีย์ที่มีความพิเศษคือพระมหาเจดีย์ 4 องค์ พระพุทธเทวปฏิมากร ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่นพระอุโบสถ ภายในองค์พระบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ฐานชุกชีประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ 1
วิวจากฝั่งของหนึ่งของหมู่พระเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดภายในหมู่พระเจดีย์จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์หรือพระผู้เป็นบุคคลสำคัญ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างพระเจดีย์นั้นเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับการก่อสร้างปิรามิดของประเทศอ
พระมหาวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาส วัดโพธิ์เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามโรงเรียนแพทย์แผนโบราณและอายุรเวทวัดโพธิ์ ทำการสอนปรุงยา ตรวจโรคและนวดแผนโบราณตามจารึกในแผ่นศิลาและรูปั้นฤษีดัดตนที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมขึ้น การสอนเน้นที่ภาคปฏิบัติ โดยในแต่ละวันมีคนไทยและชาวต่างชาติมาเรียนและรับบริการนวดเป็นจำนวนมาก
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้มีการบูรณะปฏสังขรณืทั้งพระอารามเป็นการใหญ่อีกครั้ง โปรดฯให้สร้างถาวรวัตถุต่างๆ มากมาย ที่สำคัญที่สุด โปรดให้สร้างแผ่นศิลาจารึกสรรพวิชาความรู้ต่างๆ ทั้งอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ โหราศาสตร์ แล้วประดับไว้ตามอาคารต่างๆ สลับกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมและศิลปะอันงดงามมลังเมลือง เพื่อให้ประชาชนที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ได้โดยทั่วกัน จนได้รับการยกย่องว่าวัดพระเชตุพนฯ เป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทย
วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร

วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหารโดยทั่วไปเรียกกันว่าวัดบวรฯ เป็นวัดโบรณ เดิมชื่อ “วัดใหม่” กรมพระราชวังบวรมหาศิกดิ์ดิพลเสพในรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาขึ้นใหม่เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงผนวชได้เสด็จมาประทับและทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตติกนิกายขึ้นที่วัดเป็นครั้งแรก ถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลปัจจุบันทรงผนวช ณ วัดนี้ พระอุโบสถ : มีแบบแปลนแผนผังที่แปลกคือ เป็นอาคารแบบตรีมุขมีปีกยื่นออกมาสองข้าง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบลูกฟูกแบบจีน หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบ ตรงกลางมีตรามหามงกุฏซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นลาย ปูนปั้นปิดทองผนังภายในเขียนภาพฝรั่งแสดงปริศนาธรรมฝีมือขรัวอินโข่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระสุวรรณเขต พระพุทธชินสิงห์ พระนิรันตราย พระพุทธนินนาท เป็นต้นประตูเชี่ยวกาง: เป็นซุ้มประตูใหญ่ของกำแพงวัดที่บายประตูสลักภาพทวารบาลอย่างจีนพระตำหนักปั้นหยา : รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเจ้าฟ้าที่ทรงผนวช.พระตำหนักเพชร : เป็นตึกฝรั่งปนไทย ท้องพระโรงตกแต่งอย่างงดงม แต่เดิมเป็นที่ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกของไทย.มหามกุฏราชวิทยาลัย : รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ เปิดทำการสอน 4 คณะคือ ศาสนา และปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศึกษาศาสตร์.
วัดเบญจมบพิตรดุสิตนารามราชวรวิหาร

วัดเบญจมบพิตรดุสิตนารามราชวรวิหารเมื่อรัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างพระราชวังสวนดุสิตได้ทรงใช้พื้นที่วัดดุสิตและวัดร้างอีกแห่งเป็นที่สร้างพลับพลา และตัดถนน ซึ่งตามประเพณีจะต้องสร้างวัดขึ้นทดแทน แต่ทรงมีพระราชดำริว่าการสร้างวัดใหม่หลาย แห่งยากต่อการบำรุงรักษา แต่ถ้าทำวัดใหญ่เพียงแห่งเดียวด้วยฝีมือประเพณีนั้นจะดีกว่า จึงรงเลือก สถาปนาวัดเบญจบพิตรและโปรดเกล้าฯ ให้ “สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” ออกแบบ จากนั้นโปรดให้แก้ชื่อเป็น “วัดเบญจมบพิตร” ซึ่งแปลว่า “วัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๕”พระอุโบสถ ถือเป็น “สถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบของศิลปะไทย” สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี เป็นทรงจัตุรมุข หลังคาซ้อน ๔ ชั้น มีพระระเบียงรอบด้านหลัง พระพุทธชินราชจำลอง ประดิษฐาน เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ใต้รัตนบัลลังก์บรรจุพระสรีรางคารรัชกาลที่ ๕ พระอุโบสถ: ถือเป็น “สถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบของศิลปะไทย” สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี เป็นทรงจัตุรมุข หลังคาซ้อน ๔ ชั้น มีพระระเบียงรอบด้านหลัง พระพุทธชินราชจำลอง :ประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ใต้รัตนบัลลังก์บรรจุพระสรีรางคารรัชกาลที่ ๕ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติวัดเบญจมบพิตร: จัดแสดงพระพุทธรูปปางและสมัยต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ เช่น ปางลีลาสมัยสุโขทัย ปางทุกขรกิริยา ฯลฯ สะพานข้ามคลอง: เชื่อมเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสมีแบบต่างๆ เช่น สะพานถ้วยสะพานงา สะพานพระรูป ฯลฯ
วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร

พระปรางค์วัดอรุณฯ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันทั่วโลก จากแผนที่เมืองธนบุรีซึ่งชาวฝรั่งเศสทำไว้ในรัชสมันสมเด็จพระนารายณ์มหาราชบ่งบอกว่า วัดแห่งนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
เดิมเรียกว่า “ วัดมะกอก” เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างพระราชวังได้ทรงถือเอาวัดแห่งนี้เป็นวัดภายในพระราชวัง ยกเลิกไม่ให้พระสงฆ์จำพรรษา และโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์แล้วพระราชทานนามว่า “ วัดแจ้ง” ต่อมารัชกาลที่ ๒ ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามว่า “ วัดอรุณราชวราราม” ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “ อรุณราชธาราม”
พระปรางค์: ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบจาน ชามเบญจรงค์และเปลือกหอย ทำเป็นลายดอกไม้ ใบไม้และลายอื่นๆ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูลและมงกุฎปิดทอง
พระระเบียงคต ( พระวิหารคต ): สร้างแทนกำแพงแก้วหลังคามุงกระเบื้องเคลือบมีประตู ๔ ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ๑๒๐ องค์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงยกย่องว่า “ ทรวดทรงงามกว่าระเบียงที่ไหนหมด เป็นศรีแห่งฝีมือในรัชกาลที่ ๒ ควรชมอย่างยิ่ง”ประตูซุ้มยอดมงกุฎ: เป็นประตูจัตุรมุข หลังคา ๓ ชั้นเฉลียงรอบ มียอดเป็นมงกุฎ ประดับกระเบื้องถ้วยสลับสี
มณฑปพระพุทธบาทจำลอง: อยู่ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหาร ภายในมีพระพุทธบาทจำลองเป็นหินสลักจากกวางตุ้ง
ศาลาท่าน้ำรูปเก๋งจีน: อยู่ที่เขื่อนหน้าวัดมี ๖ หลัง
ภูเขาจำลอง: รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ต่อมารัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้นำมาไว้ที่วัดนี้
รูปปั้นยักษ์: ยืน หน้าประตูยอดซุ้มพรมงกุฎมี ๒ ตน ปั้นด้วยปูน ยักษ์ขาวคือ สหัสเดชะ ยักษ์เขียวคือ ทศกัณฑ์วัดแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองคู่กับกรุงรัตนโกสินทร์มาตลอด สถาปัตยกรรมของปูชนียวัตถุสถานล้วนทำอย่างประณีตงดงามสมกับเป็นหนึ่งในวัดเอกของประเทศไทยและตามพระราชประเพณีพระมหากษัตริย์จะเสด็จเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีที่สำคัญของทางวัดตลอดจนพระราชทานผ้าพระกฐินทางชลมารคพระอุโบสถ: ถือเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นในสมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นศิลปะกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หลังคาลด ๒ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบ หน้าบันทั้งหน้าและหลังเป็นไม้แกะจิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือช่างในรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๕ พระประธานมีนามว่า “ พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” เป็นพระปางมารวิชัยหล่อขึ้นใสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่ผ้าทิพย์ตรงใบพัดยศบรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ ๒
เดิมเรียกว่า “ วัดมะกอก” เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างพระราชวังได้ทรงถือเอาวัดแห่งนี้เป็นวัดภายในพระราชวัง ยกเลิกไม่ให้พระสงฆ์จำพรรษา และโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์แล้วพระราชทานนามว่า “ วัดแจ้ง” ต่อมารัชกาลที่ ๒ ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามว่า “ วัดอรุณราชวราราม” ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “ อรุณราชธาราม”
พระปรางค์: ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบจาน ชามเบญจรงค์และเปลือกหอย ทำเป็นลายดอกไม้ ใบไม้และลายอื่นๆ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูลและมงกุฎปิดทอง
พระระเบียงคต ( พระวิหารคต ): สร้างแทนกำแพงแก้วหลังคามุงกระเบื้องเคลือบมีประตู ๔ ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ๑๒๐ องค์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงยกย่องว่า “ ทรวดทรงงามกว่าระเบียงที่ไหนหมด เป็นศรีแห่งฝีมือในรัชกาลที่ ๒ ควรชมอย่างยิ่ง”ประตูซุ้มยอดมงกุฎ: เป็นประตูจัตุรมุข หลังคา ๓ ชั้นเฉลียงรอบ มียอดเป็นมงกุฎ ประดับกระเบื้องถ้วยสลับสี
มณฑปพระพุทธบาทจำลอง: อยู่ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหาร ภายในมีพระพุทธบาทจำลองเป็นหินสลักจากกวางตุ้ง
ศาลาท่าน้ำรูปเก๋งจีน: อยู่ที่เขื่อนหน้าวัดมี ๖ หลัง
ภูเขาจำลอง: รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ต่อมารัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้นำมาไว้ที่วัดนี้
รูปปั้นยักษ์: ยืน หน้าประตูยอดซุ้มพรมงกุฎมี ๒ ตน ปั้นด้วยปูน ยักษ์ขาวคือ สหัสเดชะ ยักษ์เขียวคือ ทศกัณฑ์วัดแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองคู่กับกรุงรัตนโกสินทร์มาตลอด สถาปัตยกรรมของปูชนียวัตถุสถานล้วนทำอย่างประณีตงดงามสมกับเป็นหนึ่งในวัดเอกของประเทศไทยและตามพระราชประเพณีพระมหากษัตริย์จะเสด็จเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีที่สำคัญของทางวัดตลอดจนพระราชทานผ้าพระกฐินทางชลมารคพระอุโบสถ: ถือเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นในสมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นศิลปะกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หลังคาลด ๒ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบ หน้าบันทั้งหน้าและหลังเป็นไม้แกะจิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือช่างในรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๕ พระประธานมีนามว่า “ พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” เป็นพระปางมารวิชัยหล่อขึ้นใสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่ผ้าทิพย์ตรงใบพัดยศบรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ ๒
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Custom Search
รายการสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพ
-
▼
2008
(49)
-
▼
10
(49)
- กรุงเทพมหานคร สยาม ไทยแลนด์ Thailand Bangkok Siam
- ย่านขายของในกรุงเทพ ที่ ประเทศไทย กรุงเทพ สยาม Tha...
- ถนนเยาวราช
- ตลาดนัดจตุจักร
- สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ
- บางลำพู /ถนนข้าวสาร
- สยามสแควร์
- สถานที่เที่ยวตอนกลางคืน ที่ ประเทศไทย กรุงเทพ สยาม...
- ถนนเยาวราช
- ถนนข้าวสาร
- ถนนราชดำเนิน
- สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ
- ปากคลองตลาด
- สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ที่ ประเทศไทย กรุงเทพ สยาม...
- เสาชิงช้า
- ทำเนียบรัฐบาล
- รัฐสภา
- ถนน ที่ ประเทศไทย กรุงเทพ สยาม Thailand Bangkok
- ถนนข้าวสาร
- ถนนพระอาทิตย์
- คลอง ที่ ประเทศไทย กรุงเทพ สยาม Thailand Bangkok
- คลองบางกอกน้อย
- ล่องเรือชมคลองภาษีเจริญ
- ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร
- สวนสาธารณะ ที่ ประเทศไทย กรุงเทพ สยาม Thailand Ban...
- สวนลุมพีนี
- สวนสราญรมย์ี
- สวนจตุจักรและตลาดนัดจตุจักร
- สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
- พระราชวัง พระที่นั่ง ที่ ประเทศไทย กรุงเทพ สยาม Th...
- พระราชวังเดิม
- พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน
- พระที่นั่งอนันตสมาคม
- วัด ที่ ประเทศไทย กรุงเทพ สยาม Thailand Bangkok
- วัดพระแก้ว
- วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร
- วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร
- วัดเบญจมบพิตรดุสิตนารามราชวรวิหาร
- วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร
- วัด ที่ กรุงเทพ
- ภาพกรุงเทพอันเก่าแก่
- สยามเมืองยิ้ม
- กรุงเทพสมัยโบราณ
- กรุงเทพมหานคร สมัยโบราณ อันเก่าแก่ ของสยาม
- พระที่นั่งบรมพิมาน
- พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
- พระราชวังพญาไท
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี
- วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
-
▼
10
(49)




















